วิกฤติอาหารไทยปี 2566 พึ่งพาวัตถุดิบผูกขาด

นับวันแนวโน้ม “สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ” จะถูกทำลายส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพต้องเผชิญ “วิกฤติสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์” สอดรับการขาดแคลนอาหารอันเป็นปัญหาตามมาในอนาคต
ข่าวอาหาร กระทั่งไม่นานมานี้ Thai Climate Justice for All ร่วมกับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากร และศูนย์มานุษย วิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) “จัดการประเมินสถานการณ์นิเวศสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหารปี 65 และทิศทางปีหน้า พร้อมข้อเสนอนโยบายสำหรับรัฐบาล”อันเกิดจากมุมมองนักขับเคลื่อนภาคประชาสังคมและนักวิชาการทำงานกับประชาชนในแต่ละด้าน สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมปี 2565 เกิดจากรากเหง้าปัญหาใด แล้วในปี 2566 ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอะไรกันบ้าง?นั้น วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถีหรือ BIOTHAI กล่าวในหัวข้อความมั่นคงทางอาหารและนิเวศเกษตรว่าตามหลักความมั่นคงทางอาหารนั้น “ทุกคนต้องมีอาหารเพียงพอ ปลอดภัย โภชนาการครบถ้วน” ควบคู่กับคำนิยาม “อธิปไตยทางอาหาร” อันเป็นสิทธิผู้ที่เกี่ยวกับระบบอาหารมีอำนาจจัดการฐานทรัพยากร การพัฒนาการผลิต การกระจายอาหาร และการบริโภค สิ่งสำคัญประชาชนต้องมีส่วนร่วมออกนโยบายที่เกี่ยวข้องด้วยประการต่อมา “อาหารมักอยู่ภายใต้ระบบนิเวศเกษตร” ในการผลิตอาหารให้ยั่งยืนนั้นต้องมีความสัมพันธ์กับ “สิ่งแวดล้อมที่หลากหลายทางชีวภาพ และมีความสัมพันธ์ทางสังคม” หากย้อนไปช่วง 6-7 ทศวรรษที่ผ่านมา “เป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม” มักยืนบนพื้นฐานที่อาหารไม่มั่นคงอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ “องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)” ประเมินพันธุ์พืชที่ใช้มีเพียง 10% เท่านั้นจากเคยใช้เมื่อ 100 ปีก่อน ส่วนที่สูญหายเกิดจากการขยายเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว “พันธุ์สัตว์” ก็เหลือแค่ครึ่งเดียวเพราะอุตสาหกรรมการเกษตรพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้บทบาทการผลักดันของบรรษัทขนาดใหญ่ทั้งหลาย ทำให้เกิดปัญหาการควบคุมพันธุกรรมสัตว์ และพันธุ์พืชที่ใช้ผลิตอาหาร สังเกตปัจจุบันตลาดเมล็ดพันธุ์ 75% อยู่ในมือ 8 บริษัท ทั้ง 99% ของสายพันธุ์ไก่เนื้อถูกครองโดย 4 บริษัท และมีบริษัท 3 แห่ง ครองสายพันธุ์ไก่ไข่เกือบ 100% แล้วช่วงการระบาดไข้หวัดนก และอหิวาต์แอฟริกาหมู ทำให้เนื้อสัตว์หายออกจากตลาดจำนวนมากผลที่ตามมา “ราคาเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะการผูกขาดสายพันธุกรรมนี้” ทั้งที่ฐานการผลิตสายพันธุ์สัตว์อยู่ในเอเชีย “โดยเฉพาะสายพันธุ์ไก่บ้านแหล่งกำเนิดเก่าแก่ที่สุดอยู่ใน จ.นครราชสีมา” แม้แต่ “สหรัฐอเมริกา” ก็นำไปใช้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุกรรมกระจายไปทั่วโลก แต่คนไทยกลับพึ่งพาไม่กี่บริษัทนี้

หนำซ้ำความถดถอยของเกษตรกรรมในระบบการผลิตอาหารนี้ “USDA สหรัฐอเมริกา” เคยวิจัยประเมินพบว่า “คุณค่าทางโภชนาการของพันธุ์พืชที่ใช้ผลิตอาหาร” ตั้งแต่ปี 1950 ถึงปัจจุบันนั้น “คุณค่าของผักผลไม้ 43 ชนิดลดลงทั้งสิ้น” เช่น วิตามินเอ ลดลง 18% วิตามีนบี 2 ลด 38% วิตามินซี 15% เหล็ก 15% แคลเซียม 16%
ข่าวอาหาร สะท้อนว่าระบบการผลิตในปัจจุบัน “ทำลายคุณค่าอาหาร” ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพันธุกรรมให้เหลืออยู่ไม่กี่ชนิดเพื่อเน้นผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้น แล้วงานวิจัยที่น่าสนใจจาก “ม.วอชิงตัน ร่วมกับ ม.ปักกิ่ง” ท่ามกลางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนอย่างกรณี “ข้าว” ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผลที่ตามมา “ราคาเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะการผูกขาดสายพันธุกรรมนี้” ทั้งที่ฐานการผลิตสายพันธุ์สัตว์อยู่ในเอเชีย “โดยเฉพาะสายพันธุ์ไก่บ้านแหล่งกำเนิดเก่าแก่ที่สุดอยู่ใน จ.นครราชสีมา” แม้แต่ “สหรัฐอเมริกา” ก็นำไปใช้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุกรรมกระจายไปทั่วโลก แต่คนไทยกลับพึ่งพาไม่กี่บริษัทนี้หนำซ้ำความถดถอยของเกษตรกรรมในระบบการผลิตอาหารนี้ “USDA สหรัฐอเมริกา” เคยวิจัยประเมินพบว่า “คุณค่าทางโภชนาการของพันธุ์พืชที่ใช้ผลิตอาหาร” ตั้งแต่ปี 1950 ถึงปัจจุบันนั้น “คุณค่าของผักผลไม้ 43 ชนิดลดลงทั้งสิ้น” เช่น วิตามินเอ ลดลง 18% วิตามีนบี 2 ลด 38% วิตามินซี 15% เหล็ก 15% แคลเซียม 16%สะท้อนว่าระบบการผลิตในปัจจุบัน “ทำลายคุณค่าอาหาร” ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพันธุกรรมให้เหลืออยู่ไม่กี่ชนิดเพื่อเน้นผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้น แล้วงานวิจัยที่น่าสนใจจาก “ม.วอชิงตัน ร่วมกับ ม.ปักกิ่ง” ท่ามกลางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนอย่างกรณี “ข้าว” ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอันมีผลต่อคุณค่าสารอาหารในธัญพืชถดถอยลดลง ทั้งวิตามินบี 9 วิตามินบี 5 วิตามินบี 2 วิตามินบี 1 สังกะสี เหล็ก และโปรตีนประมาณ 5-30% อันเป็นผลระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงนิเวศเกษตร และสิ่งแวดล้อมนี้ถ้าพูดถึงวิกฤติอาหารปี 2022 มีจุดเริ่มต้นจากโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจถดถอยส่งผลต่อกำลังซื้อของคนในการเข้าถึงอาหารนั้น หากเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 1917 ครั้งนี้เป็นวิกฤติใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกมาแล้ว “องค์การสหประชาชาติ” ก็ประเมินสาเหตุที่จะทำให้เกิดวิกฤติอาหารร้ายแรงยิ่งขึ้นที่สุดในประวัติศาสตร์นั้นมีสาเหตุ 3 เรื่องคือ 1.ความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.เศรษฐกิจ 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ เม.ย.2564-เม.ย.2565 อาหารแพงขึ้นมาก เช่น น้ำมันพืชเพิ่ม 59% จาก กก.ละ 34 บาทเป็น 55.4 บาท ไข่ไก่ขึ้น 50% ขายฟองละ 2.5 บาทเป็น 3.5 บาท ไก่เนื้อขึ้น 27% กก.ละ 33 บาทเป็น 42 บาท เนื้อหมู 20% กก.ละ 80 บาทเป็น 94-98 บาทในห้วงวิกฤตินี้ทำให้ “ผู้มีรายได้น้อยอาศัยอยู่ในเมือง” ค่อนข้างรับผลกระทบอย่างมาก “ข้อมูลสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่ได้สำรวจพบ 30% แทบไม่มีเงินที่จะซื้ออาหารรับประทานด้วยซ้ำเรื่องสำคัญ “วิกฤติอาหารในสังคมไทย” มักเกิดขึ้นท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ และผูกขาดรวมศูนย์เสมอ ในอดีต “กรุงเทพฯเคยเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารดีราคาถูก” ปัจจุบันกลายเป็นมหานครที่อาหารแพงที่สุด
แนะนำข่าวอาหาร อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ตร.จับเจ้าของร้านอาหารอินเดียและเชฟ เซ่นลูกค้าอาหารเป็นพิษจนตาย